| |
| |
| |
| |

Henri Matisse : Portrait of Madame Matisse C. 1905
|
| |

Henri Matisse : Le Luxe II C. 1907-08
|
| |

Henri Matisse : Harmony in Red C. 1908
|
| |

Henri Matisse : The joy of life C. 1905-06
|
|
|
งานของ Matisse นั้นเราแบ่งได้ออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ งานในยุค Fauvism ของมาตีส,
งานในช่วงระยะหลัง Fauvism ของมาตีส, และงานในช่วงท้ายๆของชีวิตที่เป็นงานแบบ Collage
เราจะมาทำความรู้จักกับงานของมาตีสในแต่ละช่วงกัน ดังนี้
ภาพ Green Stripe (Madame Matisse) ภาพนี้นั้นเป็นภาพภรรยา ของมาตีสเอง มาตีสใช้
สีที่รุนแรงเด็ดขาดขึ้นไปมากกว่าภาพที่ผ่านมา ใช้รูปทรงคร่าวๆ ง่ายๆ ขาดรายละเอียดซับซ้อน ใช้สีที่
สดตัดกันอย่างง่ายๆ ใบหน้าของภรรยามาตีส ถูกสีเขียวสดข่มไว้หมด ส่วนสีที่ป้ายมาตั้งแต่ ตีนผมจน
จรดคาง ได้แบ่งใบหน้าออกเป็น 2 ซีก สีโต้ตอบกันไปมารุนแรงตลอดไป ทั่วทั้งสองข้างของใบหน้าที่
ถูกแบ่งออก ในส่วนการใช้สีบริเวณฉากหลังของภาพ มาตีสได้อิทธิพลจาก โกแก็ง, ศิลปินกลุ่มนาบีส์
(Nabis) และ พวกกลุ่มศิลปินซิมบอลลิสต์ (Symbolist) ที่เคยกล่าวไว้ว่า "ศิลปินต้องเป็นอิสระ
จากการใช้สี สีที่ใช้จะไม่ต้องเหมือนอะไรในธรรมชาติ แต่สีเหล่านี้เป็นเพียงแค่เครื่องมือ ที่ช่วยสร้าง
รูปร่างของอะไรต่างๆขึ้นมาเท่านั้น เป็นสีที่นามธรรม (Abstract colour)" ดังนั้นสีไม่น่าจะ
ทำให้ดูเป็นรูปผู้หญิง ต้นไม้ หรือภาพหุ่นนิ่งอะไร ได้เลย แต่สีแบบนี้แหละที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
หลักของภาพ
จากการที่มาตีสชอบไปผักผ่อนและเขียนภาพที่ กอลลีอูร์ (Collioure) ที่มีภูเขา และทะเล ณ. ที่นี้
เองที่มีสิ่งบันดาลใจให้มาตีสนึกถึงตำนานเก่าแก่ ที่เทพเจ้ามาสถิตย์อยู่ตามป่าเขา ในแถบทะเลเมดิเตอร์
เรเนี่ยน ทำให้มาตีสได้เขียนภาพ The joy of life ขึ้นมา ซึ่งเป็นภาพฉากธรรมชาติที่มีสีจัด สดใสอยู่
ด้านบนนั้นลงสีด้วยฝีแปรงเป็นอิสระมาก ตรงกันข้ามกับคน ซึ่งอยู่ในความสุข รื่นเริง ด้านล่างของภาพ
ที่มีการเน้นเส้นแนวรูปร่างที่ชัดเจน ทั่วทั้งภาพมีคลื่นลอน เลื่อนไหล ใช้สีจัดตัดกัน เป็นภาพความสุข
ทางโลกที่แสดงออกในแนวใหม่
งานในช่วงต่อมาของมาตีส เป็นงานในระยะหลังที่ Fauvism สลายตัวไป ในช่วงนี้ มาตีสจะทำ
รูปทรงที่มีอยู่ในโลกจริงๆ ให้แบนราบ โดยลดรายระเอียด และความซับซ้อนของรูปทรง ตามความจริง
ลง ให้เหลือแต่รูปทรงแบนๆ ที่มีเส้นรอบนอกง่ายๆ แล้วลงสีสดๆ ให้เห็นความตัดกันของบริเวณหนึ่ง
กับอีกบริเวณหนึ่ง บางครั้งก็มาตีสก็ใช้การตัดเส้นด้วยสีหนักๆ เป็นภาพในแบบ Semi-Abstract ที่
สร้างความงามในแบบ Abstract ขึ้นมาแทนความงาม ที่เหมือนจริง ดังนั้นจึงละเลยเรื่องความ
ถูกต้องทางกายภาพ รูปร่างคนจะไม่มีโครงกระดูกและกล้ามเนื้อ ตัวอย่างงานของมาตีสในช่วงนี้ จะเห็น
ได้จากภาพเหล่านี้ คือ
Le Luxe II
จากภาพนี้มาตีสได้สร้าง Pictorial Space แบบใหม่ขึ้นมา ได้อย่าง ประสบความ
สำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยการใช้บริเวรสีที่ตัดกัน ให้อยู่ชิดกันซึ่งมันจะไม่ใช่เป็นเพียง Surface
Decoration รูปร่างคนมีเพียงเส้นรอบนอก แต่ก็ดูหนักแน่น มีตัวตน และเคลื่อนไหวอยู่ใน Space
illusion ของความลึก แสง อากาศ จะถูกสร้างขึ้นด้วยรูปทรงของสีล้วนๆ ที่สร้างความสัมพันธ์ เกี่ยวโยงกันของพื้นผิวรวม
Harmony in Red (The Red Room)
ในภาพนี้ เป็นภาพที่มีแนวคิดปฎิวัติใหม่ ในวงการ
ศิลปะสมัยใหม่ เป็นภาพโต๊ะอาหารเช่นเดียวกันกับภาพในสมัยก่อนที่มี แสง, สี, space ถ้าภาพนี้เป็น
ภาพในสมัยของศิลปะ Impressionism เมื่อ 20 ปีก่อนหน้า ก็จะเป็นภาพที่มีบทบาทมาก ในช่วงนั้น
แต่ภาพนี้อยู่ในโลกใหม่ของวงการศิลปะ แปลกกว่าอะไรที่เคยมีมา แปลกกว่าทั้งพวก Impressionism
และ แปลกกว่า Gauguin เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Space ของห้องและ Interior ที่ใช้แต่เพียงพื้นสีแดง
ที่แผ่ไปทั่วเป็นบริเวณแบนๆ มีลวดลายคดเคี้ยวแบบ Arabesque
ของเถาไม้เลื้อยที่บางส่วนอยู่บนกำแพง บางส่วนอยู่บนพื้นโต๊ะ ส่วนบริเวณข้างนอกหน้าต่าง เป็นเพียง
ภาพ Abstract แบบ Silhouette ของต้นไม้บนพื้นเขียว และท้องฟ้าสีฟ้า มาตีสทิ้งการสร้าง
Formal Perspective แต่เขาก็ยังใช้อะไรนิดๆหน่อยๆ เพื่อบ่งบอกถึงความลึก เช่น กรอบหน้าต่าง
เก้าอี้ทางซ้าย การวางขอบโต๊ะ และลวดลายริมโต๊ะ เขาสร้างภาพในพื้นที่ว่างแบบใหม่ โดยใช้เส้น และ
สีได้ดีกว่าในภาพ Le Luxe II เสียอีก
|
|