| |
| |
| |

Henri Matisse : Dance (II) C. 1910
|
| |

Henri Matisse : Red Studio (L'Atelier Rouge) C. 1911
|
| |

Henri Matisse : The Goldfish C. 1912
|
| |

Henri Matisse : Odalisque, Half-Length C. 1923
|
| |

Henri Matisse : The Thousand and One Nights
|
|
|
Red Studio
ในภาพนี้มาตีสก็ยังยึดหลักการ และแนวทาง ในการทำงานแบบเดิมนั่นก็คือ
การใช้สีแบบในภาพ Harmony in Red คือใช้สีๆเดียว แต่คลุมทั้งบริเวณห้อง ในภาพ Red
Studio นี้ มาตีสก้าวหน้าต่อไปอีก โดยให้ภายในห้องเป็นสีแดงสีเดียว คลุมทั้งฝาและพื้นห้องทั้งหมด
มีเพียงเส้นขาวเส้นเดียว ที่ทำให้รู้ว่าเป็นมุมห้อง โดยให้อีกเส้นหนึ่งเกือบขนานกับระนาบของภาพ
(Picture Plane) ในส่วน ของข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในภาพ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ขาหยั่งรูป
จะมีเพียงเส้นรอบนอกสีขาว สีที่คนดูสัมผัสได้ในภาพนี้ก็คือ ภาพเขียนของมาตีส ที่แขวน และ ที่
วางพิงฝาอยู่
งานในช่วงท้ายๆชีวิตของ Matisse จะมีลักษณะที่ออกไปในแนวทางตกแต่ง ที่ซับซ้อนขึ้น
คือ แทนที่จะคุมระนาบเดียว แต่กลับเป็นการแปรระนาบที่มีลวดลาย หลายสี เหมือนลายผ้า และ ต่อมา
งานในช่วงท้ายสุดของมาตีส จะเป็นงานตัดกระดาษ ปะติด หรือ Collage นับว่าเป็นศิลปะนามธรรม
ที่ห่างไกลจากโลดของความจริงมาก เช่น ภาพ
The Thousand and One Nights
ในชีวิตช่วงท้ายๆของมาตีสนั้น คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 เป็นต้นไป มาตีสใช้ชีวิตในบั้นปลาย
อยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง Nice ที่เขาใช้เป็นฉากในงานของเขา
บ่อยครั้ง ในช่วงนี้มาตีสได้รับมอบหมาย ให้ทำงานออกแบบ ตกแต่งโบสถ์เล็กๆแห่งหนึ่งใน Vence
อยู่ใกล้ๆกับเมือง Cannes นั่นก็คือโบสถ์ Saint-Marie du Rosaire มาตีสทำงานนี้เสร็จในช่วงปี
ค.ศ. 1947 ถึง 1951 หลังจากนี้มามาตีสก็ล้มป่วยบ่อยครั้งขึ้น จนในที่สุดเขาก็ได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1954
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน
M a t i s s e K i n g o f F a u v i s m
กลุ่มศิลปะ Fauvism นี้มี Henri Matisse เป็นผู้นำกลุ่มคนสำคัญ ศิลปินโฟฟนั้นเป็นผู้นำ
แนวคิดแนวใหม่ มาสู่วงการศิลปะในศตวรรษที่ 20 ซึ่งในตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้ โลกศิลปะถูก
ครอบงำด้วยหลักการ การค้นคว้าในเรื่องลี้ลับ ทางจิตวิทยาของพวกSymbolist, หลักการของพวก
นาบีส์ (Nabis) ที่ล้วนเอาทฤษฎีต่างๆของ โกแกง เซซาน มาดัดแปลง แต่ศิลปินโฟฟ มุ่งหมายที่
จะหลุดพ้นจากวงจร ความคิดเหล่านี้ ด้วยการที่ หวนกับไปหาหลักการใช้สีที่ Gauguin, Seurat,
Van Gogh เคยใช้ นั้นคือ การใช้สีที่จงใจไม่ให้บรรยายลักษณะใดๆ ในธรรมชาติเลย
ในการใช้สีของพวกโฟฟนี้ บางครั้งพวกเขาอาจแต้มสีลงไปเป็น บริเวณเล็กๆ หรือเป็นแค่จุดๆ
ที่คล้ายศิลปิน Neo-Impressionism แต่สีเหล่านี้ จะเป็นสีที่จัดและรุนแรงกว่า โดยไม่คำนึงถึง
ทฤษฎีสี แต่องค์ประกอบศิลป์ในงานแบบโฟฟ อาจจัดได้ด้วยลำพังแค่สีล้วนๆ ซึ่งดูแล้วอาจเป็น
สัญลักษณ์มากกว่า เหมือนจริง ถึงแม้ศิลปินโฟฟจะเขียนภาพที่เป็น Objective World เช่น ภาพวิว
ภาพคน ภาพหุ่นนิ่ง แต่พวกโฟฟ ก็ทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็น Abstract ด้วยการลงสี ที่ไม่เหมือนกับ
ธรรมชาติ การใส่สีจัด และสีสดๆลงไปเลย ซึ่งก็จะทำให้สีนั้นหมดหน้าที่ ที่จะบอกว่า สีนี้ สีนั้น คืออะไร
ณ.เวลานี้สีจะสื่ออะไรมากกว่าความเป็นสี
ศิลปินโฟฟจะใช้สีสดล้วนๆในการแสดงระนาบ และแสดงวัตถุ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล แม้แต่การ
ให้แสงและเงา ก็เป็นบริเวณของสีสดๆทั้งสิ้น ซึ่งก็อาจเล่นสีร้อน สีเย็นได้ สีที่กลุ่มจิตรกรโฟฟใช้นี้ มิใช่
ใช้ตามที่ตาสัมผัสเห็น แต่จะใช้ไปตามอารมณ์ และความพอใจของศิลปินเอง สีจัดๆ ที่สดใสสีหนึ่ง
จะอยู่เคียงกับอีกสีหนึ่ง เป็นฝีแปรงหลวมๆ ที่แต้มต่อตัดกันไปให้เกิดพื้นผิวภาพที่มีสี เพื่อแสดงอารมณ์
ของสีในตัวของมันเองอย่างอิสระ มิใช่แสดงให้เห็นว่า คือของสิ่งใด เป็นการแสดงความพอใจ ในการ
เล่นสี ของจิตรกรเอง การสร้างภาพให้แบน และให้ระนาบคุมเคลือนี้ เป็นการหักเหออกจากหลักการ
เรื่อง Perspective ในแบบสมัยเก่าๆ
กลุ่มศิลปิน Fauvism นี้ได้นำหลักการของจิตรกรในอดีต ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่นำหลักการ
เหล่านั้นมาใช้อย่างรุนแรง เด็ดขาด จนผ่านเลยผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ไปไกล ทำให้สีมีบทบาท 2 อย่าง
ควบกันไปคือ สีประสานกัน สร้างเค้าโครงของภาพขึ้นมา พร้อมกับอีกหน้าที่หนึ่งคือ สีจะแสดงความ
รู้สึกของสีออกมา แต่ถ้าเราจะมองกลุ่มศิลปินโฟฟ ในแง่การแสดงความรู้สึกออกมาแรงๆนั้น เราอาจ
เรียกศิลปินกลุ่มนี้ว่าเป็น Expressionism ในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าอิทธิพล
ของโฟฟนี้ ไปปรากฎในภาพเขียนสมัยใหม่ ของพวก Expressionism ในประเทศเยอรมัน ที่อิ่ม
ตัวเต็มที่ในช่วง แรกๆของศตวรรษที่ 20 นั่นเอง
|
|