Portrait of Picasso /Cubism
งานในแบบ Cubism ของ ปีกัสโซ่นั้น เป็นการทำงาน ร่วมกัน หระหว่าง ปีกัสโซ่ กับ บร๊าก ในช่วงหระหว่างปี ค.ศ. 1909-12
ที่มาของชื่อ "Cubism" นั้นได้มาจาก การที่ Georges Braque ได้ส่งงานเขียนของ เขาไปแสดงงานศิลปกรรมในปี ค.ศ. 1908
ที่กรุงปารีส แต่กับถูกปฏิเสธไม่ให้แสดงงาน แต่ผลงานเหล่านี้ ถูกนำไปแสดงโดย David Henry Kahnweiler ซึ่งเป็น Art Dealer
เชื้อสาย Germany ซึ่งเขาได้เปิด Gallery แสดงงานแบบ Cubism ในกรุง ปารีส ทันทีที่นักวิจารณ์ฝีปากกล้า Louis Vauxcelles
ได้เห็นงานของ บร๊าก ก็ค่อนขอด ดูถูกงานของ บร๊ากว่า "ภาพอะไรก็ไม่รู้ ลดรูปทรงลงจนเหลือแค่ โครงร่างเรขคณิต ลูกบาศก์"
เขาเรียกมันว่า "Cubistic Oddities" และนี่เองเป็นที่มาของชื่อ ศิลปะแบบ "Cubism"
ในแรกเริ่มที่ Picasso และ Braque เริ่มทำงานในแบบ cubism ร่วมกันนั้น ปีกัสโซ่เปิดเภยว่า "ตอนที่เราเริ่ม เขียนภาพ ในแนวทางนี้นั้น
เราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างรูปเหลี่ยมอะไรเลย เราเพียงแต่แสดงความคิดอ่านของเรา ออกมาเทานั้นเอง" และในการแสดงออกให้ตรง กับความคิดของทั้ง
สองคนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องทำการ ค้นหาโครงสร้างใหม่ด้วย ปีกัสโซ่อธิบายว่า "เราพยายาม เปลี่ยนแนวศิลปะไปในทางตรงข้าม กับ
ศิลปะ impressionism ด้วยเหตุนี้ เราจึงละเลยเรื่องสี และสัมผัส เพื่อหันไปค้นหาในเรื่องโครงสร้าง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานขององค์ประกอบ
โดยจัดระเบียบเสียใหม่"
ศิลปะแบบ Cubism นั้น เกิดจากการที่ ศิลปินไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางศิลปะที่ต่างออกไป จากแบบเก่าโดยสิ้นเชิง Cubism นั้น
ยากแก่การให้ คำจำกัดความ มันไม่ใช่ทฤษฎี ระบบ หรือแม้แต่รูปแบบอะไรเพียงแบบเดียว หากแต่ว่า ศิลปิน คิวบิสต์ได้พยายามค้นคว้า
จากแนวทาง ในการสร้างสรรค์ งานศิลปะ ที่แสดงให้เห็นวัตถุธาตุ ดยให้รู้สึกด้วยว่าภาพนั้นๆ ถูกสร้างขึ้นด้วยสีบนผืนผ้าใบ ไม่ใช่แค่เพียงทำเลียนแบบวัตถุ
ให้ตาเห็นเป็นจริงอย่างธรรมชาติ แต่กระนั้นงานศิลปะ Cubism ก็ไม่ใช่ศิลปะนามธรรมโดยแท้ ทั้งนี้เพราะมันยังมี
เนื้อหาเรื่องราวในภาพอยู่ หากแต่ว่าสนใจ เข้มงวดที่คุณลักษณะของวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติทางมวลหมู่
รูปทรงที่เราเห็นได้ด้วยปัญญา ดังนั้น Cubism จึงเป็นศิลปะที่พยายามเชื่อมโยงทั้งความคิด และสายตา เข้าด้วยกัน
นั่นเอง
ปีกัสโซ่ได้แรงบันดาลใจ ในการทำศิลปะแบบ cubism จาก Cezanne ในเรื่อง โครงสร้าง และการไม่ลวงตา Cubism ทำตามหลักการ วิเคราะห์
โครงสร้าง และ การแปรระนาบ แล้วสร้างรูปทรงที่เป็นเหลี่ยม เป็นสันขึ้นมา โดยลดระยะในช่วงความลึก จากโลกแห่งทิวทัศน์จริง มาทำให้
มวลสารทั้งหลาย อัดรวมกันเหมือนภาพนูน คิวบิสม์ รูปวิเคราะห์ (Analytical Cubism) จะทำการ ตัดรายละเอียด ซับซ้อนของวัตถุจริงออกไป
บ้านและต้นไม้จะลดรูปทรง ลงเหลือแค่ก้อนเหลี่ยม หรือ รูปโค้งอย่างง่ายๆ
แนวทางของ คิวบิสม์ จะมีแนวทางที่ จะไม่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า อะไรเป็นอะไร แต่จะ ใช้ให้สิ่งต่างๆ นั้น มาปรากฎคู่กันเสมอ เช่น
ในการการสร้างปริมาตร (Volume) แต่ในขณะที่ก็มีการใช้สีแบนราบ ตามผืนผ้าใบในบริเวณใกล้เคียง มีการจับลักษณะ วัตถุตามที่ตาเห็น
ขณะเดียวกันก็จงใจใช้สีที่แสดง ให้รู้ว่านี่คือ ผืนผ้าใบแท้ๆ ไม่ใช่อย่างอื่น ในเรื่องของ เส้นวาดและสีก็เช่นเดียวกัน เส้นอาจจะถูกกลืน
หายเข้าไปในบริเวณสี ขอบร่างที่คมชัดของคน อาจจจะเลือนหายเข้าไป กลืนกับระนาบรอบตัวได้โดยง่าย วิธีการทำระนาบให้เชื่อมโยง
กันไปเรื่อยๆนั้น จะทำโดยการเปลี่ยนระดับสายตาไปด้วยกัน วิธีการแบบนี้ ปีกัสโซ่ เรียกมันว่า "Passage" คำว่าว่า "Passage" ในความ
หมายของ คิวบิส์มนั้น เราจะพบกับความตื้นลึกที่ต่างกัน แม้มันจะอยู่บนระนาบเดียวกันก็ตาม
ในช่วงระหว่าาง สงครามโลกครั้งที่ 1 ปีกัสโซ่ได้เปลี่ยนแนวทางการทำงานแบบ คิวบิสม์ มาเป็น คิวบิสม์สังเคราะห์ (Synthetic Cubism)
คิวบิสม์แบบนี้จะมีวัสดุต่างๆ เท่าที่หาได้มาปะติดเข้าไปด้วย ภาพที่ใช้วัสดุมาประกอบกันนี้ เรียกว่า "Collage" อาจจะใช้แผ่นกระดาษ
เศษหนังสือพิมพ์ แผ่นกระจกเงา เส้นเชือก ทราย หรือไม่ก็ไพ่ การนำเอาเศษ วัสดุเหล่านี้มาใส่ในภาพ สามารถอำพรางความรู้สึกที่ว่า
โลกของภาพเขียน กับโลกของจิตรกร หรือผู้ดูไม่มีอะไร เกี่ยวกันเป็นคนละโลกให้มันลดลง ซึ่งมันจะทำให้ คนดูภาพ กับ จิตกร มีการเชื่อมโยง
สัมพันธืกันทาง ความคิดมากยิ่งขึ้น วัสดุที่เลือกมาใช้นี้ จะยังคงไว้ซึ่ง คุณสมบัติทางการใช้สอย เมื่อนำมาจัดองค์ประกอบทางศิลปะ
ก็จะได้คุณลักษณะใหม่ ที่เป็นนามธรรมในแบบแผนที่แปลกออกไป
สำหรับภาพเขียน คิวบิสม์แบบสังเคราะห์ (Synthetic Cubism) จะเป็นตัดภาพที่ครบ ที่ครบถ้วนของวัตถุสิ่งของ เช่น เครื่องดนตรี
คน โต๊ะ จะถูก ตัดออกเป้นชิ้นส่วนเล็กๆ แล้วนำชิ้นส่วนเหล่านั้น มาอัดซ้อนทับกัน หรือวางเหลี่ยม เกี่ยวพันกันไป จนเกิดเป็นภาพเชิงซ้อน
ของรูปเหลี่ยมขึ้นมา
|