| |
Chiaroscuro ตามความหมายของคำๆ นี้แปลว่าความมืดกับความสว่าง (Bright-Dark )ในภาษา Italian
ซึ่งเทคนิคที่เรียกว่า Chiaroscuro นี้มันเป็นผลโดยตรงมาจากการบุกเบิกของ Leonardoโดยแท้ ซึ่ง
Leonardo ได้ใช้แสงและเงาที่ตัดกันมาบรรยาย เล่าเรื่องในงานของเขา แต่สิ่งที่ Leonardo ริเริ่มไว้นั้น
มันจะได้รับการพัฒนาต่อ และ เราจะเห็นได้ชัดเจนมากในงานของศิลปินชาว Italian ที่ชื่อ Caravaggio ซึ่งงาน
ของเขานั้น จะเห็นได้ถึงเทคนิค Chiaroscuro ได้ชัดเจนมาก Caravaggioเขาจะสร้างภาพและบรรยายภาพ
ของเขาด้วยจิตวิญญาณที่อัดแน่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในคริตร์ศาสนา โดยร่างคนในงานของเขาจะถูกสร้าง
ขึ้นมาด้วยแสง และเงาที่ตัดกันอย่างรุนแรงที่สุด เท่าที่ศิลปินอิตาเลี่ยนคนใดๆ เคยทำมา ความลึกของภาพ และ
องค์ประกอบต่างๆในภาพ ก็เกิดจาก แสง และ เงาอีกเช่นเคย เรียกได้ว่าทุกสิ่งในภาพถูกสร้างขึ้นด้วยความมืด
กับความสว่างที่ตัดกันอย่างรุนแรง การใช้แสงเงาแบบ Chiaroscura ของ Caravaggio นี้ได้ส่งอิทธิพล อย่าง
มากต่อศิลปินในศตวรรษที่ 17 ตัวอย่างเช่น Georges de la Tourได้ใช้เทคนิคแสงที่มีความมืดที่เกินจริงมา
ใช้ในงานของเขา และ ศิลปินในสมัยต่อมาก็จะมี ศิลปินอย่าง Rembrandt ที่ใช้แสง Spotlight ในการบรรยาย
ภาพ และ ศิลปินช่วงท้ายๆในศตวรรษที่19 ก็มี Manet ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Caravaggio ในการใช้แสง และ
เงาที่ตรงกันข้ามในโทนสีที่ค่อนข้างจะมืด
Michelangelo Caravaggio
เป็นจิตรกรชาว Italian เขาเป็นจิตรกรคนแรกที่ สามารถนำเอาแสง
แบบ Abstract กับภาพเหมือนจริงมาไว้ด้วยกันไว้สำเร็จ และได้ดุลยภาพ งานชิ้นสำคัญของ Caravaggio
นั้นอยู่ที่โบสถ์ Contarelli Chapel ในกรุง Rome นั่นก็คือภาพที่ชื่อ "The Calling of St. Matthew"
ซึ่งเป็นภาพเกี่ยวกับคริสศาสนา แต่สิ่งที่ Caravaggio นำเสนอออกไปในภาพนี้นั้น กลับไม่ใช่ภาพเหตุการณ์
ทางศาสนาที่มีความมหัศจรรย์ แต่กลับเป็นภาพที่มีเรื่องราวทางศาสนา ที่ดูเรียบง่ายเหมือนจริงและเต็มเปี่ยม
ไปด้วยอารมณ์ Caravaggio ได้จัดวางภาพโดยกำหนดให้มีแสง และเงาตัดกันอย่างรุนแรง ไม่มีการ ประนี
ประนอม ให้นุ่มนวลเลย เราจะเห็นแสงแบบ "Spotlight" บริเวณ ทางซ้ายมือที่สว่างเป็นลำแสงทอดมาตกกระทบ
เฉพาะบริเวณศรีษะ และมือของคนในกลุ่มเช่นเดียวกับร่างคนทางขวา สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่า ภาพนี้เป็นภาพ
ทางศาสนานั้น มีเพียงแต่ร่างของพระเยซู ที่ปรากฏกายขึ้นมาจากเงามืดทางด้านขวาพร้อมกับแสงที่ตกกระทบ
ที่พระเศียรราวกับเป็นวงรัศมี
การที่ Caravaggio ใช้แสงนี้เป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซู ซึ่งถือได้ว่ามีความแตกต่างและก้าวหน้าอย่างมาก
กับจิตรกรในสมัยนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีความก้าวหน้ามากมายในงานชิ้นนี้ของ Caravaggioไม่ว่าจะเป็น
การใช้ความ Realism มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนา, การใช้แสงแบบ Abstract สิ่งต่างๆ เหล่านี้นี่เองที่ทำให้
อิทธิพลของ Caravaggio ส่งกับจิตรกรในสมัยต่อมามากมายอย่างเช่น Rembrandt ,De la tour
ภาพ The Calling of st.Matthew ของ Caravaggio ภาพนี้มันได้อธิบายและแสดงถึงคำว่า
"Chiaroscuro" ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นก็คือ เทคนิคการใช้แสงที่ตัดกันอย่างรุนแรง เป็นตัวเล่าเรื่องและแสดง
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาพ ซึ่ง Caravaggioได้แสดงออกมาในงานของเขาได้อย่างสมบูรณ์
แบบมากที่สุด อย่างที่ไม่มีใครเหมือน
|
|