ศิลปินอีกคนที่ได้รับอิทธิพลจาก Caravaggio คนสำคัญก็คือ Rembrandt เขาเกิดในเมือง
Leyden ที่ประเทศ Holland เขาได้เรียนศิลปะกับ Pieter Lastmann และ Gerard Honthorst ที่กรุงอัมส์เตอร์ดัม
และณ.ที่ห้องปฏิบัติการของ Honthorst นี้เองที่Rembrandt ได้รู้จักกับงานของCaravaggio ที่มีแสง-เงา
ตัดกันอย่างรุนแรง และได้อารมณ์เป็นอย่างมาก และรูปแบบศิลปะการใช้แสงแบบ Chiaroscuro ของ Italy นี้เอง
ที่ได้ทิ้งรอยอันไม่มีวันลืมไว้ในจิตใจของ Rembrandt หลังจากความประทับใจครั้งนี้ Rembrandt ได้กลับไป
ทำงานใน Studio ของเขาโดยรับอิทธิพลของ Caravaggio อย่างเต็มเปี่ยม สิ่งที่เห็นได้ชัดในลักษณะงาน
ของเขา ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก็คือร่างคน และสิ่งของจะมีรูปทรงที่สร้างขึ้นให้เหมือนจริง โดยมีความ
หนักแน่น เป็นกลุ่มก้อน โดยทำให้ดูสว่างขึ้นด้วยแสงที่เจิดจ้า ตัดกับเงามืดอย่างได้อารมณ์ แต่ลักษณะแสงของ
Rembrandt ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาก็คือ แสงที่ส่องอย่างเป็นอิสระ คือตรงโน้นที ตรงนี้ที หรือที่เรียก
กันว่าแสงแบบ "Spotlight" ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในภาพที่ชื่อ "The Night watch"
ภาพ Night watch ของ Rembrandt นี้เป็นภาพที่ทำให้ ชื่อเสียงของเขาในสมัยนั้น ถูกดูถูกเป็นอย่างมาก
ในฐานะของศิลปิน ถึงกับมีคนกล่าวขานกันในสมัยนั้นว่า เป็นจุดเสื่อมของ Rembrandt เลยทีเดียว ภาพนี
้เป็นภาพของกองทหารของอัมสเตอร์ดัม เราจะเห็นว่าใบหน้าของทหารหลายๆ คนจะจมหายไปกับเงามืด โดยมีแต่
หัวหน้ากองกับผู้ช่วยเท่านั้น ที่ออกมาดูสว่างและแสดงตัวชัดเจน ทั้งภาพจะถูกเขียนขึ้นมาด้วยแสงและเงาตัดกัน
อยู่ทั่วไป โดยไม่สนใจที่จะเขียนรูปคนใดคนหนึ่งให้เห็นกันจริงๆจังๆ มีการแต้มจุดสว่างไปในแนวนอนเพื่อ
ความสมดุลย์ จุดเด่นในภาพนี้ก็คือ การที่ Rembrandt ได้ใช้แสงที่สว่างแวบไปตรงโน้นที ตรงนี้ที เพื่อเป็น
การส่งอารมณ์ สาเหตุเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ว่าจ้างที่จ้างให้ Rembrandt วาดรูปไม่พอใจในรูปแบบ การวาดรูป
ที่ตามใจตัวเองเช่นนี้
Georges de la Tour ก็เป็นอีกคนที่รับอิทธิพลมาจาก Caravaggio ด้วยเหมือนกันในเรื่อง การใช้แสง
แบบมืดสว่างตัดกัน อย่างรุนแรงแต่ De la tour ทำให้มันตัดกันรุนแรงกว่าที่เคยมีมา ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ ฉับพลัน
แบบ Rembrandt แต่เขาใช้แสงของเทียนไข มาช่วยในการแสดงให้ร่างคนนิ่ง ดุจดังรูปั้น ทำให้เกิดความ
สงบเงียบไปทั่วทั้งภาพ และยังมีการแสดงการใช้ Silhouetted ตรงบริเวณมืออีกด้วย