| |
ถ้าคุณคิดว่านักวิทยาศาสตร์กับศิลปิน ไม่สามารถที่จะมาเจอกันได้ แต่ทั้ง2สิ่งนั้น มันได้รวมกันอยู่ในตัว
ของคนที่ชื่อ Leonardo Da Vin Ci ได้อย่างน่าอัศจรรย์ Da Vin ci เป็นศิลปินในแนว Italian
Renaissance ดาวินชี่นั้นเขาได้ทำการศึกษาเรื่องแสง ควบคู่ไปกับเรื่องสี พร้อมๆกันเสมอ ซึ่งจากการศึกษา
ของเขานี้เขายังได้ทำการบันทึกไว้ในสมุดที่ภายหลัง ได้มีการรวบรวมไว้เป็นเล่มที่ใช้ชื่อว่า "Notebook"
จากหนังสือเล่มนี้ ที่เขาบันทึกไว้ถึงทฤษฏีหนึ่งที่ชื่อ "Aerial Perspective" ซึ่งมันเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ
เรื่องสีต่างๆ ที่มัว หรืออ่อนจางลงไปทุกทีตามระยะทางที่ห่างออกไป ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ทำให้เกิดเกี่ยวกับทฤษฏี
ที่ชื่อ "Sfumato" ( ม่านควัน ) และทฤษฏีอันนี้นี่เอง ที่เขาได้ใช้มันมาพัฒนางานของเขาให้มี ทรุนทรียภาพมากขึ้น
อย่างที่เราจะพบได้ในงานของ Da vin ci นั่นเอง
Ginevra De' Benci ภาพนี้เป็นงาน Portrait ช่วงแรกๆของ "Da vin Ci" ที่เขาได้ใช้เทคนิคเกี่ยวกับแสง
ที่ชื่อว่า "Chiaroscuro" เข้ามาในงานของเขา การที่เขาใช้เทคนิคนี้นั้นมันได้ทำให้ภาพคนในงานชิ้นนี้นั้น ดูนูน
ขึ้นมา และดูมีมิติมากขึ้นคล้ายๆ กับว่าเราสามารถมองดูคนในภาพได้รอบๆตัว ราวกับว่าเป็นงานประติมากรรม
ที่สามารถดูได้ทั้ง 3 มิติ รูปคนจะดูลอยนูนขึ้นมาจากพื้นผิวของ Canvas อย่างเห็นได้ชัดเขาได้ทำการผสมผสาน
ความแตกต่างเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และน่าทึ่ง เช่นความมันเงา เวาวาว ใสตรงบริเวณรอนผมที่หยิกเข้ากับ
ความมืดมนไม่สดใสตรงบริเวณ ใบของต้นสน สิ่งที่เป็นหัวใจในงานของ Da Vin ci นั้นก็คือ สิ่งที่ Da vin Ci
เคยพูดและบันทึกไว้ใน Notebook ของเขาว่า
"จิตรกรนั้นควรมีเป้าหมายหลักประการแรกก็คือ การทำพื้นผิวภาพ
ที่แบนให้ดูมีรูปร่างที่หนานูนขึ้นมาเป็น 3 มิติโดยให้หลุดออกมาจากพื้นหลัง ด้วยการใช้แสงและเงา ความมืด
กับความสว่าง และ Leonardo นั้นเขาเชื่อว่า ความงาม ความวิเศษ และ สุนทรีย์ของภาพเขียนที่ดีเยี่ยมนั้น
ไม่ได้อยู่ที่การใช้สีที่สดใสเพียงอย่างเดียว โดยลืมการที่จะทำให้ภาพนั้นนุนขึ้นมาดูเป็น 3 มิติ ด้วยแสง และเงา
ซึ่งสีที่สดใสเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถ ที่จะทำให้ภาพๆนั้นเป็นภาพที่ดีและมีมิติได้ "
ทฤษฎีสิ่งที่ Leonardo Da vin Ci พูดไว้และบันทึกไว้ นี้มันได้ปรากฏอยู่ในภาพเขียนของเขาทุกๆภาพและ
สิ่งนี้เองที่ทำให้งานของ Da vin Ci ยิ่งใหญ่ งดงาม ซึ่งแม้แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถ ลบเลือนความ อัจฉริยะในตัว
ของคนที่ชื่อ "Leonardo Da Vin ci" ไปได้แม้แต่เสี่ยววินาที
แสง และ สี ในทฤษฎีของ Da Vin Ci
จริงๆแล้ว Leonardo นั้นเขาศึกษาเรื่องแสงควบคู่ไปกับสีเสมอสิ่งที่เขาสังเกตุเห็นคือ การที่แสงทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงสีในภาพเขียนจึงได้สูตรที่เรียกว่า "Aerial Perspective" สูตรนี้นั้นอธิบายได้ว่า สีต่างๆจะมัว
หรืออ่อนจางลงไปเมื่อลำแสง ส่องผ่านอะไรๆในอากาศ ความเข้มจัดของสีที่ลดลงทุกที ตามระยะทางที่ห่างออกไป
จากสมุดบันทึกของLeonardoนั้นเขาจะทำการแบ่งประเภทของแสง โดยเขาให้ความสำคัญ กับแสง 3 ประเภทคือ
1 แสงแบบ Universal Light
2 แสงแบบ Specific Light
3 แสงแบบ Reflected Light
จากการที่เขาแบ่งสีออกเป็นประเภทต่างๆได้นั้น ทำให้ Leonardo พบข้อสรุปเกี่ยวกับแสง และสีได้ว่าเราไม่มีวันที่
จะเห็นสีแท้ของวัตถุได้ เนื่องจากมีแสงสะท้อนจากสิ่งอื่นๆรอบข้าง รวมทั้งสีของอากาศที่อยู่ระหว่างตาของผู้ดูทำให
้สีแท้ของวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปรทั้งสอง สิ่งนี้คือหัวใจของทฤษฏีแสงและสีของ Leonardo ที่เขาได้ใช้ในงาน
ของเขาเกือบทุกชิ้น จนประสบความสำเร็จในงานของเขามาแล้วนั่นเอง
|
|