Special Exhibition
 
 
 
 
 
 

 


ไพโรจน์ วังบอน เป็นศิลปินหนุ่ม อายุเพียง 29 ปี แต่ความสำเร็จ มีชื่อเสียงทางศิลปะนั้น เกินวัยวุฒิ ลํ้าหน้าเกินศิลปิน หนุ่มสาวในวัยเดียวกัน หลักฐานข้อพิสูจน์ความสำเร็จ คือ เกียรติประวัติที่รับรอง โดยสถาบันต่างๆ ทั้งการแสดง การประกวดนั้น มีมากมาย และความสำเร็จล่าสุด คือ การได้รับคัดเลือก เข้าเป้นอาจารย์ ประจำภาควิชา จิตรกรรม คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัย ศิลปากร ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ว่า ไพโรจน์มีพร สววรค์ทางศิลปะสูงเท่านั้น แต่เป็นเพราะ ไพโรจน์มีความ มุงมั่น ทุ่มเท เพียรพยายามรํ่าเรียน ฝึกฝน มาอย่างหนักตลอดระยะเวลาการเรียน จิตรกรรม ทั้งในระดับ ปริญญาตร และ ปริญญาโท อันน่าจะเป็นแบบอย่างสำหรับ นักศึกษาศิลปะ และ ศิลปินรุ่นหลัง ได้เป็นอย่างดี

       ใครก็ตามที่ได้ติดตามดูพัฒนาการ ทำงานจิตรกรรมของ ไพโรจน์อย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง และ สมํ่าเสมอ ก็คงจะยอมรับว่า ไพโรจน์เกิดมา เพื่อเป็นจิตรกรโดยแท้ จิตรกรที่ยังใช้เทคนิค สีนํ้ามัน บนผ้าใบแบบธรรมดาๆ แต่เมื่อเราพิจรณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า ในความธรรมดานั้น ไพโรจน์ได้ค้นพบ ความไม่ธรรมดา คือเขาได้ขยายขอบเขต ศักยภาพ เทคนิคสีนํ้ามัน ให้เปิดกว้าง และก้าวออกไปไกล จากเทคนิคสีนํ้ามัน ที่ใช้กันมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ของประวัติศาสตร์ศิลปะ เทคนิคสีนํ้ามัน ที่ไพโรจน์ได้ค้นคว้า ทดลอง และ พัฒนาต่อเนื่องมา จนมันได้กลายเป็นภาษาเฉพาะตัว ที่เขาใช้ถ่ายทอด ความนึกคิด จินตนาการ และ อารมณ์ความรู้สึกออกมา ได้อย่างอิสระ ลื่นไหล ต่อเนื่อง และ ฉับพลัน ดังใจปรารถนา ไพโรจน์สามารถ ควบคุมเทคนิคเฉพาะตัวนี้ ให้รับใช้การแสดงออกได้อย่าง พอเหมาะ พอดีในผลงานส่วนใหญ่ อย่างที่ จะกล่าวได้เลยว่า ไพโรจน์ได้เข้าถึง แก่นแท้แห่งจิตรกรรมได้ลึกซึ้ง

       จิตรกรรมของ ไพโรจน์มีลักษณะ กึ่งรูปธรรม กึ่งนามธรรม ผลงานบางชุด บางชิ้นโน้มเอียง ไปในทางรูปธรรมที่มองเห็น เรื่องราวชีวิตใน ธรมชาติ ได้ชัดเจน ในบางชุดบางชิ้น โน้มเอียงไปทาง นามธรรม สิ่งที่เห้นได้ประจักษ์ชัด เมื่อพิจรณาจากการทำงาน โดยส่วนรวมแล้ว จะเห้นได้ว่า ไพโรจน์มิได้ถ่ายทอดเรื่องราว ในธรรมชาติ เพียงในระดับผิวก ภายนอกตามที่ตาเห็นเท่านั้น แต่เขาจะแสดงออกถึง ประสบการณ์ ทางใจที่ได้รับจากธรรมชาติ ในระดับ ที่ลึกซึ้งมากกว่า ซึ่งผลงานที่พบความสัมฤทธิ์ผล สูงหลายต่อหลายชิ้น คือผลงานที่ค้นพบ จุดสมดุล ลงตัว ไม่ขาดไม่เกิน ระหว่างสองขั้วที่กล่าวถึงน้ อันทำให้ผลงานเหล่านั้น หลุดพ้นจากจิตรกร ที่บอกเล่า พรรณนาเพียง ความสวยงาม ของ ธรรมชาติ แต่สามารถเจาะลึก เข้าสู่ระดับ สัจธรรม ของธรรมชาติ และถึงสัจจะแห่งจิตรกรรมไปพร้อมกันด้วย




 





 



       ในการแสดงนิทรรศการเดี๋ยว เป็นครั้งแรกของ ไพโรจน์ในครั้งนี้ เราสามารถเห็นได้ถึง ศักยภาพ ในการสร้างสรรค์ ในช่วงเวลาหนึ่งของเขาอย่างเต็มที่ การแปรเปลี่ยน พัฒนาทางรูปแบบ ของผลงาน ในตอนต้นที่มีลักษณะ ดูเหมือนจริงไปสู่ นามธรรมของผลงานในตอนท้าย ที่ไม่ใช่การเปลี่ยนไปตามสภาวะ แห่งสติปัญญา และ สภาวะทางจิตที่สมาธิแน่วแน่ อันเกิดจากการทำงาน อย่างต่อเนื่อง จริงจัง และเข้มข้น จนหลุดพ้น จากการพรรณนาถึง ความงามและ ความจริงของธรรมชาติ และก้าวเข้าสู่ระดับการแสดงออก ซึ่งสภาวะจิตใจที่เข้าถึงสัจจะ แห่งธรรมชาติ โดยตรงอันเห็นได้ประจักษ์ชัด จากผลงานในชุดหลัง เช่น ภาพ "ช่วงขณะหนึ่ง" และ "จังหวะของชีวิต" เป็นต้น

       ผลงานเหล่านี้ แสดงให้เห้นถึงความเชี่ยวชาญ ทางเทคนิคที่ประสาน สอดคล้องกับภาษา แห่งทัศนธาตุ ให้มาตอบสนอง รับใช้ต่ออารมณ์ ความรู้สึก ได้อย่างทรงพลัง เต็มไปด้วยชีวิตและความงดงาม เส้น สี นํ้าหนัก และพื้นผิวในผลงาน ของไพโรจน์ได้ถูกเรียบเรียง จัดระเบียบ ให้มีทั้งจังหวะ ลีลา ขนาด สัดส่วน ใหญ่ เล็ก ถี่ ห่าง หนัก เบา อิสระจากการจำลอง รูปร่างของต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ มากลายเป็นความงาม ความไพเราะ ดุจเดียวกับ ภาษา ของเสียงแห่ง คีตศิลป์ แต่ผลงานของ ไพโรจน์มิได้ ให้เพียงความสวยงาม น่าพึงพอใจทางสายตา เท่านั้น เพราะ เมื่อพิจรณาไตร่ตรอง ลึกเข้าไปเบื้องหลัง ความงาม ของรูปทรง เส้น สีสัน และ แสงเงา แล้สเราจะเห็นถึง ความหมาย ที่แสดงถึงแก่นแท้ หรือ สารัตถะแห่งธรรมชาติ คือความเปลี่ยนแปลง ที่แสดงออกมาให้เห็นโดยตรง ทางกายภาพ ในลักษณะทาง ความเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งช้าและเร็ว ทั้ง นุ่มนวลและ รุนแรง และยังสะท้อนให้เห็นถึง ความแปรเปลี่ยนของกาลเวลาในช่วงต่างๆ ของ วัน ของเดือน ของฤดูกาล ไปพร้อมกันด้วย

       จิตรกรรมของ ไพโรจน์ ชุดนี้เป้นเหมือน ตัวแทนของจิตกรรม นามธรรม ที่ประกาศกล้องออกมาว่า "จิตรกรรม นามธรรมนั้นยังไม่ตาย" และ ไม่ซํ้า จำเจ เรียนแบบ ศิลปะ ตะวันตก เพราะผลงานของเขา มีชีวิต มีความเปลี่ยนแปลง ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีเอกลักษณ์ ของตัวเอง และ เอกลักษณ์ของ ตะวันออก ที่เห็นได้ทั้งนามธรรม จากรูปทรงของ ต้นไม้ ใบไม้ และ สีสันแห่งแสงแดด อันจัดจ้าน และอบอุ่น และ รุ้สึก ได้ทางนาธรรมจาก ระดับ อารมณ์ ไปจนถึงระดับ ปรัชญา ความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ธรรมชาติ อันยิ่งใหญ่ จึงควรอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติอย่าง สัมพันธ์ กลมกลืน

       ความพยายามที่ใช้ ถ้อยคำอธิบายถึงความดี ความงาม และ คุณค่าอื่นๆ ในผลงานของ ไพโรจน์นี้ ก็คงเป็นเหมือนกับ ความพยายามที่จะ พรรรณาถึง ความไพเราะของเสียงเพลงให้ ผู้อื่นได้ ได้เข้าถึงความไพเราะนั้นด้วย ซึ่งไม่อาจเป้นไปได้ เพราะภาษาของทัศนศิลป์ และ ภาษา คีตศิลป์ ต่างก็เป็นภาษา เฉพาะของตัวเอง ที่สามารถ สื่อจากใจถึงใจของมนุษย์ได้อย่างดีอยู่แล้ว การใช้ภาษา แห่งตัวหนังสือมาถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง คงทำได้เพียงให้ความรู้ ความเข้าใจใน ศาสตร์เบื้องต้นของศิลปะได้เท่านั้น แต่ไม่อาจช่วยให้เข้าถึง และ ชื่นชมคุณค่าที่แท้จริงได้ ดังนั้น ข้อเขียนนี้ จึงเป็นเพียงการ แนะนำเบื้องต้น ที่อาจจะช่วยชี้ทิศทาง ให้ผู้ดูมาเปิดใจรับสื่อแห่งสาร ที่มีคุณค่า พร้อมทั้งความดี ความงาม และ ความจริงใจ ในผลงานของ ไพโรจน์ ชุดนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อิธิพล ตั้งโฉลก






© Copyright 1999-2001 Artofcolour.com All rights reserved.